ประเภทของสื่อการสอน

คำอธิบายชั้นเรียน

นักเทคโนโลยีการศึกษา ได้แบ่งประเภทของสื่อการสอน ตามลักษณะรูปร่างดังนี้ (Kinder,

1965)

  1. สื่อประเภทรูปภาพ ได้แก่  รูปภาพต่างๆ ทั้งภาพที่ไม่ต้องการใช้เครื่องฉายและภาพที่ต้องการ  เครื่องฉาย ได้แก่ รูปภาพทั่วไป  สไลด์ ฟิล์มสตริป ภาพยนตร์ ฯลฯ
  2. สื่อประเภทเครื่องฉาย ได้แก่  แผ่นเสียง  เทปบันทึกเสียง วิทยุ ระบบขยายเสียง เครื่องฉายสไลด์  เครื่องฉายภาพยนตร์ ฯลฯ
  3. สื่อประเภทวัสดุกราฟฟิก  ได้แก่ แผนภูมิ  แผนสถิติ  แผนภาพ ภาพสเก็ต  ภาพโฆษณา การ์ตูน แผนที่ ลูกโลก ฯลฯ
  4. สื่อประเภทแหล่งชุมชนเพื่อการศึกษา ได้กา  การศึกษานอกสถานที่  วิทยากร  แหล่งชุมชนต่างๆ
  5. สื่อประเภทวัสดุราคาถูก ได้แก่  จุลสาร  รูปภาพ  หนังสือพิมพ์ เศษวัสดุ ฯลฯ
  6. สื่อประเภทอื่นๆ

6.1 แผ่นป้ายตั้งแสดง  เช่น  กระดานชอร์ก  แผ่นป้ายสำลี  ป้ายนิเทศ ฯลฯ

6.2  วัสดุและเทคนิคการแสดง เช่น  สาธิต  นาฏการ ฯลฯ

6.3 วัสดุสามมิติ  ได้แก่  ของจริง หุ่นจำลอง

  1. สื่อประเภทใหม่ๆ ได้แก่ โทรทัศน์  ห้องปฏิบัติการภาษา บทเรียนสำเร็จรูป  คอมพิวเตอร์  สื่อบนเครือข่าย  และระบบการเรียนการสอนต่างๆ
  1. หลักการผลิตสื่อการสอน

หลักการผลิตสื่อการสอนต่าง ๆ ได้มีผู้คิดค้นหลักการหรือระบบการสอนขึ้นหลายหลักการ ดังนี้

ระบบการผลิตสื่อการสอนก็มีองค์ประกอบ 4 องค์ประกอบ คือ (กรองกาญจน์  อรุณรัตน์, 2536)

  1. การจัดเตรียมทรัพยากรและวางแผนการผลิต
  2. การดำเนินการผลิต
  3. การใช้สื่อการสอน
  4. การประเมินผลย้อนกลับเพื่อปรับปรุง

ดังภาพประกอบ

 

 

 

จัดเตรียม

ทรัพยากรและ

วางแผนการผลิต

ทำการใช้สื่อการ

สอนที่ผลิตขึ้นและ

ปรับปรุงแก้ไข

ดำเนินการผลิต

สื่อการสอน

 

ภาพประกอบ   องค์ประกอบหลักของการจัดระบบการผลิตสื่อการสอน

 

  1.  การผลิตหนังสืออ่านประกอบ

หนังสืออ่านเพิ่มเติม (Supplementary Reader ) แต่เดิมเรียกว่า หนังสืออ่านประกอบ         

( วัชราภรณ์ วัตรสุข ,2541: 46)  หมายถึงหนังสือที่มีสาระอิงหลักสูตร สำหรับให้นักเรียนอ่านเพิ่มเติมด้วยตนเองตามความเหมาะสมของวัยและความสามารถในการอ่านของบุคคล(ถวัลย์ มาศจรัส , 2538: 20) หนังสืออ่านเพิ่มเติมไม่ใช่หนังสือแบบเรียนบังคับใช้ แต่ถือเป็นสื่อการเรียนการสอนชนิดหนึ่งที่จัดทำขึ้น เพื่อช่วยขยายประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนให้กว้างขึ้นซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวของบันลือ พฤกษะวัน (2521: 58) ที่กล่าวไว้ว่าเป็นวัสดุการอ่านประเภทหนึ่งที่ไม่ใช่แบบเรียน แต่เป็นหนังสืออ่านเพิ่มเติมที่เด็กสามารถเลือกอ่านได้ทั้งในและนอกเวลาเรียน นักเรียนอาจใช้ได้ในหลายลักษณะ เช่น อ่านเพื่อค้นคว้าหาคำตอบ อ่านเพื่อขยายประสบการณ์ให้ลึกซึ้งเฉพาะเรื่องอ่านเพื่อความเพลิดเพลินเพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

จึงพอสรุปได้ว่า หนังสืออ่านเพิ่มเติมเป็นหนังสือที่สร้างขึ้นเสริมเนื้อหาวิชาต่าง ๆ ในหลักสูตร มีเนื้อหาเหมาะสมกับวัยและความสามารถในการอ่านของนักเรียน

ส่วนหลักการการสร้างหนังสืออ่านเพิ่มเติมนั้น จินตนา ใบกาซูยี (2538: 52-65) กล่าวถึงขั้นตอนการเขียนหนังสืออ่านเพิ่มเติมไว้ดังนี้

  1. กำหนดจุดประสงค์

ในการเขียนใด ๆ ผู้เขียนต้องตั้งจุดประสงค์เพื่อต้องการว่าจะเขียนอะไร ต้องการให้

ผู้อ่านได้รับความรู้ ความคิด ทักษะ และคุณประโยชน์อย่างไร การกำหนดจุดประสงค์ไว้ก่อนการเขียน

เป็นการกำหนดทิศทางไม่ให้เขียนหลงทาง หรือเบี่ยงเบนไปจากสิ่งที่ต้องการจะเขียนในเบื้องต้น จุดประสงค์จึงเป็นเสมือนเครื่องกำกับผู้เขียนผู้เขียน อีกทางหนึ่ง

2.  กำหนดระดับผู้อ่านกลุ่มเป้าหมาย

ผู้เขียนต้องรู้ว่าผู้อ่านของตนคือใคร มีคุณสมบัติ มีวัยวุฒิ ระดับสติปัญญา ความรู้และ

ประสบการณ์เดิมขนาดไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่จะเขียนหนังสืออ่านเพิ่มเติม ที่ต้องการใช้ประกอบการเรียนการสอน คุณสมบัติของผู้ใช้หนังสือ จะต้องนำมาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการวางแผนการเขียนและกำหนดขอบเขตการเขียนของตน โดยทั่วไปแล้วการแบ่งกลุ่มผู้อ่าน  สามารถแบ่งได้ดังนี้

2.1 กลุ่มนักวิชาการ ครู อาจารย์ และปัญญาชน ซึ่งมีความสามารถในการอ่านได้สูงมาก

2.2 กลุ่มเด็กและเยาวชน ทั้งที่อยู่ในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียน

2.3 กลุ่มผู้ใหญ่ หมายถึง ผู้ที่มีอายุเกิน 25 ปี ขึ้นไปสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้

3. กำหนดเนื้อหาหรือหัวเรื่อง

ในการกำหนดเนื้อหาหรือหัวเรื่อง ให้เขียนในสิ่งที่ตนเองรู้แจ้ง และเชี่ยวชาญอย่างแท้จริงพึงหลีกเลี่ยงการเขียนในสิ่งที่ตนยังไม่รู้ไม่ชำนาญ เพราะอาจเกิดปัญหาจนการเขียนต้องหยุดชะงัก

ลงได้ แหล่งที่จะคัดเลือกเนื้อหาสำหรับนำมาใช้ในการเขียน ได้แก่

3.1 หลักสูตรสถานศึกษา

3.2 สิ่งแวดล้อมในสังคม และสภาพท้องถิ่น

3.3 ความสนใจและความต้องการของเด็กตามวัย

4. กำหนดชื่อเรื่อง

ผู้เขียนควรกำหนดชื่อเรื่องหนังสือที่ตนจะเขียนไว้ก่อนล่วงหน้าด้วย ทั้งนี้เพราะ

การกำหนดชื่อเรื่องนั้นจะเกี่ยวพันโยงไปถึงหัวข้อเรื่องที่จะเขียนและขอบข่ายเนื้อหาที่กำหนดไว้ในโครงสร้าง หลักการที่สำคัญ คือ ชื่อเรื่องควรสอดคล้องกับหัวเรื่อง และโครงสร้างเนื้อหาเพื่อว่าเมื่อผู้อ่านเห็นชื่อเรื่องก็สามารถคาดคะเนได้ว่า เนื้อหาภายในเป็นเรื่องอะไร

5. กำหนดโครงสร้างเนื้อหา

โครงสร้างเนื้อหา คือ การกำหนดขอบเขตเนื้อหาของหนังสือที่จะเขียนให้มีระบบตามลำดับความคิดหรือตามวัตถุประสงค์ของการเขียนหลักการและทฤษฎีหรือความรู้ในสาขาวิชานั้น ๆ ที่ผู้เขียนต้องการจะนำเสนอให้ผู้อ่าน อ่านอย่างเข้าใจที่สุด หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ  ขอบเขตของเนื้อหาที่ผู้เขียนจะนำเสนอให้ผู้อ่านนั้นจะต้องมีการจัดระบบเนื้อหาไว้อย่างรัดกุมเพื่อจะได้ครอบคลุมขอบข่ายเนื้อหาที่จะเขียนทั้งหมดตามจุดประสงค์ที่วางเอาไว้ ในการกำหนดโครงสร้างเนื้อหาของหนังสือที่จะเขียน จะต้องคำนึงถึงโครงสร้างทางวิชาการเป็นรากฐานสำคัญที่สุด ศาสตร์ความรู้วิชาสาขาใดมักจะมีโครงสร้างเนื้อหาเฉพาะตัว ถ้าผู้เขียนเสนอสาระไปตามลำดับขั้นตอนอย่างเหมาะสมก็จะช่วยให้ผู้อ่านเกิดการเรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่อ่านได้ง่าย

6. กำหนดแนวการเขียน

แนวการเขียนหรือบางทีเรียกว่าท่วงทำนองการเขียนโวหาร หรือการเสนอเนื้อหาของ

การเขียนข้อความต่าง ๆ นั้น หมายถึง วิธีการเรียบเรียงข้อความให้สอดคล้องกับเนื้อหาเรื่อง จนผู้อ่านสามารถอ่านและเข้าใจได้ดีถึงสาระที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อในข้อความนั้น ๆ แนวการเขียนมีหลายแบบ การเลือกแนวการเขียนให้เหมาะสมกับเนื้อหาของข้อความ จึงเป็นเรื่องสำคัญเพราะส่งผลกระทบและมีอิทธิพลต่อความเข้าใจเรื่องที่อ่าน หรือความรู้และความคิดของผู้อ่านเป็นอันมาก

7. การทำรูปเล่ม

การทำรูปเล่ม  หมายถึง ลักษณะรูปร่างและขนาดกระดาษและขนาดตัวหนังสือหรือ

ตัวพิมพ์ลักษณะและขนาดของรูปเล่มควรมีขนาดพอเหมาะหยิบถือได้สะดวก ความหนาของหนังสือขึ้นอยู่กับระดับอายุของผู้อ่าน หนังสือที่มีเนื้อเรื่องยาวมากควรแบ่งออกเป็นหลายเล่มโดยจบเป็นตอน ๆ แต่ละตอนจบในตัวเอง ขนาดรูปเล่มถือเอาความกะทัดรัดเปิดอ่านง่ายเป็นเกณฑ์

ดังนั้นสรุปได้ว่า ในการสร้างหนังสือที่ดี มีคุณค่าสำหรับเด็กนั้นควรมีโครงเรื่องเหมาะสมสนองความต้องการและความสนใจของเด็ก ใช้ภาษาเข้าใจง่าย มีรูปภาพ ตัวอักษร ตลอดจนรูปเล่มและชื่อเรื่องที่ดึงดูดความสนใจ น่าอ่านชวนติดตาม ตลอดจนจูงใจให้เด็กรักการอ่านยิ่งขึ้น