เข้าระบบสมัครสมาชิก{{ current_user.full_name }}ออกจากระบบ

Tense (ครูจอย)

เกี่ยวกับชั้นเรียน

Present Tense (เหตุการณ์ปัจจุบัน) ในรูปของ Present Simple Tense ซึ่งเป็น Tense พื้นฐานที่นักเรียนจำเป็นต้องศึกษาเพื่อใช้เป็นแนวทางในการศึกษา Tense อื่นๆในระดับสูงต่อไป

หลักการใช้ Present Simple Tense (ปัจจุบันกาลปกติ) ในภาษาอังกฤษ

โครงสร้างของ Present Simple Tense

Subject + Verb1 (+s / es)

หลักการใช้ Present Simple Tense

1. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เป็นความจริงตลอดไป หรือเป็นความจริงตามธรรมชาติ (General Truth หรือ Eternal Truth) เช่น

The sun rises in the east. (ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก)

It's cold in winter. (มันหนาวในฤดูหนาว)

Fish swim in the water. (ปลาว่ายอยู่ในน้ำ)

Fire is hot. Ice is cold. (ไฟร้อน น้ำแข็งเย็น)

2. ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นประเพณี นิสัย สุภาษิต ซึ่งไม่ได้เจาะจงว่าเวลาใด เช่น

Men wear thin clothes in summer.

(คนสวมเสื้อผ้าบาง ๆ ในฤดูร้อน)
Women are dressed all in black when going to the funeral.

(ผู้หญิงแต่งตัวด้วยชุดสีดำเมื่อไปงานศพ)

3. ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นจริงในขณะพูด เช่น

He stands under the tree. (เขายืนอยู่ใต้ต้นไม้ (มองดูไปเห็นยืนอยู่จริง)

Susan is my close friend. (ซุซานเป็นเพื่อนสนิทของฉัน)

4. ใช้กับเหตุการณ์ที่บุคคลหรือสัตว์ ทำเป็นประจำ (Repeated Actions) หรือเป็นนิสัยเคยชิน

(Habitual Actions and States) มักมีคำหรือกลุ่มคำที่แสดงความถี่ (Adverb of Frequency) ร่วมอยู่

ด้วย เช่น always, usually, often, sometimes, never

Time Expressions ได้แก่ everyday, every week, every month, every year, once a week,

twice a week, in the morning, on Sundays, on week days, on holidays, before, after, then เช่น

I wash my car every weekend.
She usually relaxes after game.
We go to school every day.

หลักเกณฑ์การเติม s ที่คำกริยา เมื่อประธานเป็นเอกพจน์ มีดังนี้ค่ะ


1. กริยาที่ลงท้ายด้วย s, ss, sh, ch, o และ x ให้เติม es เช่น

pass เป็น passes = ผ่าน
brush เป็น brushes = แปรงฟัน
watch เป็น watches = ดู
go เป็น goes = ไป
box เป็น boxes = ชก, ต่อย

2. กริยาที่ลงท้ายด้วย y และหน้า y เป็นพยัญชนะ (consonant) ให้เปลี่ยน y เป็น ie แล้วจึงเติม s เช่น

cry เป็น cries = ร้องไห้
carry เป็น carries = ถือ, หิ้ว
fly เป็น flies = บิน
try เป็น tries = พยายาม
ข้อยกเว้น ถ้าหน้า y เป็นสระ (Vowel) ให้ห้เติม s ได้เลย เช่น

play เป็น plays = เล่น
destroy เป็น destroys = ทำลาย

Form of Present Simple Tense :

1. Affirmative (ประโยคบอกเล่า)

Subject + is/ am/ are

2. Negative (ประโยคปฏิเสธ)

Subject + is/ am/ are + not

3. Question (ประโยคคำถาม)

Is/ Am/ Are + Subject + ?

4. Answer (ประโยคคำตอบ)

- Short answer (+)

Yes, + Subject + is/ am/ are

- Short answer (-)

No, + Subject + is/ am/ are + not


** คุณครูมีเทคนิคการจำง่ายๆ มาฝากคะ **

1.ให้ดูว่าประธานในประโยคเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ ถ้าประธานเป็นเอกพจน์เราจะต้องเติม s , es ให้

ประธานทุกครั้งเนื่องจากประธานเหงาอยู่คนเดียวดังนั้นจึงต้องเติม s , es เป็นเพื่อนค่ะ

เช่น Suda goes to school every day.

2. มีหลายคนเคยสงสัยว่าในประโยคที่มี Adverb of Frequency อยู่เพื่อบอกความถี่ เช่น always and

sometimes มันเติม s และ es อยู่แล้ว ดังนั้นกริยาไม่ต้องเติม s หรือ es อีก จริงๆ แล้วไม่ใช่ค่ะ คำว่า

always and sometimes เป็นคำเฉพาะของมันเองซึ่งเราจะต้องจำไว้ว่าให้ดูที่ประธานเป็นหลักเท่านั้น

เช่น ประโยคผิด Sombut always play football. ผิดเพราะ กริยาคำว่า play ไม่ได้เติม s

ประโยคที่ถูก Sombut always plays football.

3. ถ้าประธานเป็นพหูพจน์กริยาไม่ต้องเติม s หรือ es เพราะประธานมีหลายคนไม่เหงาไม่ต้องการ

s หรือ es มาเป็นเพื่อน

เช่น Tom and Jerry sometimes play tennis.